วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

5. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)


เกิด        วันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม (Ulm) ประเทศเยอรมนี (Germany)
เสียชีวิต วันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1955 ที่เมืองนิวเจอร์ซี่ (New Jersey) ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America) 
ผลงาน   - ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity)
             - ค้นพบทฤษฎีการแผ่รังสี (Photoelectric Effect Theory)
             - ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1921


       ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ไอน์สไตน์ถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด อาจกล่าวได้ว่า เขาคือผู้ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยระเบิดปรมาณูอันทรงอานุภาพ เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ไอน์สไตน์ได้ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ (Franklin Delano Roosevelt) เกี่ยวกับแร่ยูเรเนียมที่สามารถนำมาสร้างลูกระเบิดซึ่งมีพลังงานการทำลายล้างรุนแรง เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม และนำสันติภาพ มาสู่โลกอีกครั้ง ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตกลงทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกลงที่เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้คนเสียชีวิตทันทีกว่า 60,000 คน และเสียชีวิตภายหลังอีกกว่า 100,000 คน

       ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม ประเทศเยอรมนี ไอน์สไตน์เป็นชาวเยอรมันแต่ก็มีเชื้อสายยิว บิดาของไอน์สไตน์เป็นเจ้าของร้านจำหน่ายเครื่องยนต์และสารเคมี ชื่อว่า เฮอร์แมน ไอน์สไตน์ (Herman Einstein) ต่อมาเมื่อไอน์สไตน์อายุได้ 1 ขวบ บิดาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองมิวนิค ซึ่งส่วนใหญ่คนในเมืองจะเป็นชาวยิวเช่นเดียวกับเขา ทำให้เขาไม่มีปัญหากับเพื่อนบ้าน ไอน์สไตน์เป็นเด็กที่เงียบขรึม ไม่ค่อยชอบออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน จนบิดาเข้าใจว่าเขาเป็นคนโง่ จึงได้จ้างครูมาสอนพิเศษให้กับไอน์สไตน์ โดยเฉพาะเรื่องการพูด ถึงแม้ว่าการพูดของเขาจะดีขึ้น แต่เขาก็ยังเงียบขรึม และไม่ออกไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเช่นเคย เมื่อไอน์สไตน์อายุได้ 5 ขวบ บิดาได้ส่งเข้าโรงเรียนที่ยิมเนเซียม (Gymnasium) นักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมัน และนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ถึงอย่างนั้นไอน์สไตน์ก็เข้ากับเพื่อนได้ดี แต่สิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุดในโรงเรียน ก็คือการสอนที่น่าเบื่อและเกลี่ยดที่สุด ที่ใช้วิธีการท่องจำเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไอน์สไตน์ไม่อยากไปโรงเรียน มารดาจึงหาวิธีแก้ปัญหาโดยการให้เขาเรียนไวโอลินและเปียโนแทน แต่วิชาที่ ไอน์สไตน์ให้ความสนใจมากที่สุดคือ คณิตศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาเรขาคณิตเป็นวิชาที่เขาชอบมากที่สุด ทำให้เขาละทิ้งวิชาอื่น ยกเว้นคณิตศาสตร์ ถึงแม้ว่าจะทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดี เขาก็มักจะถูกครูตำหนิอยู่เสมอ
       ต่อมาเมื่อไอน์สไตน์อายุได้ 15 ปี กิจการโรงงานของพ่อเริ่มแย่ลง เนื่องจากการรวมตัวของบริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและเคมีหลายแห่ง ทำให้โรงงานของพ่อเขาไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ ครอบครัวของเขาต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี (Italy) แต่ไอน์สไตน์ไม่ได้ย้ายตามไปด้วย เพราะยังติดเรียนอยู่ หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เขาได้วางแผนให้แพทย์ออกใบรับรองว่าเขาป่วยเป็นโรคประสาท เพื่อให้เขาได้เดินทางไปหาพ่อกับแม่ที่อิตาลี ไอน์สไตน์จึงเดินทางไปหาครอบครัว ต่อมาไอน์สไตน์ได้สอบเข้าเรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ที่วิทยาลัยโปลีเทคนิค เมืองซูริค (Federal Poleytechnic of Zurich) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไอน์สไตน์สอบวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนดีมาก ส่วนวิชาชีววิทยาและภาษา ได้แย่มาก ทำให้ เขาไม่ได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนในวิทยาลัยแห่งนี้ ต่อมาเขาได้รับจดหมายจากครูใหญ่ของวิทยาลัยโปลีเทคนิค ได้เชิญเขาไปพบและแนะนำให้เขาไปเรียนต่อ เพื่อให้ได้ประการศนียบัตร หลังจากนั้นเขาจึงเข้าเรียนที่วิทยาลัยของสวิตเซอร์แลนด์ ตามหลักสูตร 1 ปี ระหว่างนี้เขาได้พักอาศัยอยู่กับครูผู้หนึ่งที่สอนอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ ไอน์สโตน์รู้สึกชอบวิทยาลัยแห่งนี้มาก เพราะการเรียนการสอนเป็นอิสระไม่บังคับ แนวการสอนเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถของตน นอกจากนี้สภาพแวดล้อมในการเรียนก็ดีมาก เพราะได้มีการจัดห้องเรียนเฉพาะสำหรับแต่ละวิชา เช่น ห้องเรียนภูมิศาสตร์ก็มีภาพแผนที่ สถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แขวนไว้ โดยรอบห้อง ส่วนห้องเคมีก็มีอุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย หลังจากที่เขาจบหลักสูตรที่โรงเรียนมัธยม 1 ปี ไอน์สไตน์ได้เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิคในสาขาวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ตามที่ได้ตั้งใจไว้

       หลังจากจบการศึกษาแล้ว ไอน์สไตน์ได้สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองซูริค แต่ได้รับการปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล และด้วยความเห็นใจจากศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยซูริคได้ออกใบรับรองผลการศึกษาให้เข้า จากนั้นไอน์สไตน์ได้เริ่มออกหางานทำจากประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งมีประกาศรับอาจารย์หลายแห่ง ไอน์สไตน์ได้เข้ารับการสัมภาษณ์ แต่ปรากฏว่าไม่มีสถาบันแห่งใดรับเขาเข้าทำงานเลยแม้แต่สักที่เดียว ไอน์สไตน์เข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นชาวยิว ดังนั้นในปี ค.ศ.1901 ไอน์สไตน์ได้โอนสัญชาติเป็นชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทำให้เขาหางานทำได้อยู่ดี ในที่สุดไอน์สไตน์ก็ได้งานทำเป็นครูในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง แต่ก็ทำอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือนก็ถูกไล่ออก เขาจึงรับจ้างเป็นครูสอนพิเศษตามบ้าน แต่ก็ทำได้ไม่นานก็ถูกพ่อแม่ของเด็กเลิกจ้างอีก เนื่องจากไอน์สไตน์ได้แสดงความคิดเห็นว่าไม่ควรให้เด็กไปเรียนที่โรงเรียนอีก เนื่องจากครูที่โรงเรียนสอนคณิตศาสตร์ในแบบผิด ๆ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ไอน์สไตน์สอน ถึงแม้ว่าเด็ก ๆ จะรักและชอบ วิธีการสอนของเขาก็ตาม

       ต่อมาในปี ค.ศ.1902 ไอน์สไตน์ได้เจอกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งได้ฝากงานที่สำนักงานจดทะเบียนสิทธิบัตรที่กรุงเบิร์น ถึงแม้ว่าไอน์สไตน์จะไม่ชอบงานที่นี่ แต่เขาก็ยังคงทำ จึงทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น และมีโอกาสได้พบกับสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่ ในระหว่างที่ไอน์สไตน์ทำงานอยู่ที่นี่ เขาได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการประดิษฐ์สิ่งของ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกของไอน์สไตน์คือ "เครื่องมือบันทึกการวัดกระแสไฟฟ้า"

       ในปี ค.ศ.1903 ไอน์สไตน์ได้แต่งงานกับมิเลวา มารี เพื่อนเก่าสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองซูริค และในปีเดียวกันนี้เขาได้เขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้กับนิตยสารเยอรมนีฉบับหนึ่ง และในปี ค.ศ.1905 บทความเรื่องของไอน์สไตน์ก็ได้รับความสนใจ และยกย่องอย่างมาก บทความเรื่องนี้เป็นของทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพลังงาน กับมวลสาร
    โดยเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ E = mc2 โดย
    E (Energy) = พลังงาน
    m (mass) = มวลสารของวัตถุ
    c = ความเร็วแสง

       ทฤษฎีสัมพัทธภาพนี้เองต่อมาได้นำไปสู่การค้นคว้าเรื่อง "พลังงานปรมาณู" เพราะทฤษฎีนี้อธิบายว่ามวลเพียงเล็กน้อยของแร่ชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานมหาศาลที่ใช้ในโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้อย่างสบาย ในระยะแรกที่ไอน์สไตน์เผยแพร่ผลงานชิ้นนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจนัก แต่เมื่อไอน์สไตน์อธิบายให้ฟังด้วยวิธีง่าย ๆ ก็เกิดความเข้าใจมากขึ้น และจากผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตขั้นเกียรตินิยมสูงสุด
       ในปี ค.ศ.1909 เขาได้รับเชิญให้เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยซูริค (Zurich University) ซึ่งไอน์สไตน์ตอบรับทันทีเนื่องจากเขาต้องการแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงความสามารถของเขา ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยปฏิเสธเขามาแล้ว

       ในปี ค.ศ.1911 ไอน์สไตน์ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยปราค (Prague) ในปีต่อมาไอน์สไตน์ได้รับเชิญจากวิทยาลัยเทคนิค ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของเขา ไอน์สไตน์ตกลงทันทีเนื่องจากเขาต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญของเขา ในระหว่างนี้มีมหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ อีกหลายแห่งเชิญเขาไปสอน แต่เขาก็ปฏิเสธ และเขาได้ตอบรับเป็นศาสตราจารย์พิเศษสอนที่สถาบันไกเซอร์วิลเฮล์ม (Kaiser Wilhelm Institute) การที่เขาตอบรับครั้งนี้ เนื่องจากการได้สนทนากับพระเจ้าไกเซอร์ ผู้ก่อตั้งสถาบันแห่งนี้ ไอน์สไตน์รู้สึกถูกอัธยาศัย ประกอบกับความสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน และต่อมาอีก 2 ปี ไอน์สไตน์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการประจำสถาบันแห่งนี้

       ในปี ค.ศ.1914 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ทำให้เกิดความวุ่นวายโดยเฉพาะในยุโรป แต่ถึงอย่างนั้นในปี ค.ศ.1915 ไอน์สไตน์ก็ยังทำการค้นคว้าเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และออกตีพิมพ์หนังสืออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า "ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Theory of Relativity)" ซึ่งเป็นทฤษฎีที่หลายคนก็ไม่เข้าใจในทฤษฎีข้อนี้ แต่ด้วยความที่ไอน์สไตน์เป็นคนสุขุมเยือกเย็น เขาได้อธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีในหลายลักษณะเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นโดยสมมติว่า มีรถไฟ 2 ขบวน ขบวนหนึ่งจอดอยู่กับที่ อีกขบวนหนึ่งกำลังวิ่งสวนทางไป ผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟที่จอดอยู่อาจจะรู้สึกว่ารถไฟกำลังวิ่งอยู่ เพราะฉะนั้น อัตราเร็วและทิศทาง จึงมีความเกี่ยวข้องกัน

       ในปี ค.ศ.1921 ไอน์สไตน์ได้เสนอผลงานออกมาอีกชิ้นหนึ่ง คือ "ทฤษฎีการแผ่รังสี (Photoelectric Effect Theory)" ผลงานชิ้นนี้เองทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และรางวัลจากอีกหลายสถาบัน เช่น
  - ค.ศ.1925 ได้รับเหรียญคอพเลย์ จากราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน
  - ค.ศ.1926 ได้รับเหรียญทองราชดาราศาตร์
  - ค.ศ.1931 ดำรงตำแหน่งนักค้นคว้าของวิทยาลัยไครสต์เชิร์ช แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด
  - ค.ศ.1933 เขาได้รับเชิญจากประเทศสหรัฐอเมริกาให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของสถาบันบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยพรินส์ตัน ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ (Institute for Advance Study at Princeton, New Jersey)

       นอกจากนี้ทฤษฎีของเขายังสามารถล้มล้างทฤษฎีของจอห์น ดาลตัน (John Dalton) นักฟิสิกส์และเคมีชาวอังกฤษที่ว่า "สสารย่อมไม่สูญหายไปจากโลก เพราะอะตอมเป็นส่วนที่เล็กที่สุดของสสาร ซึ่งไม่สามารถจะแยกออกไปได้อีก" แต่ไอน์สไตน์ได้กล่าวว่า "สสารย่อมมีการสูญสลาย นอกจากพลังงานเท่านั้นที่จะไม่สูญหาย" เพราะพลังงานเกิดขึ้นจากการสสารที่หายไป และอะตอมไม่ใช่ส่วนที่เล็กที่สุดของสสาร เพราะฉะนั้นจึงสามารถแยกออกได้อีก

       ในปี ค.ศ.1939 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ไอน์สไตน์รู้สึกเสียใจมาก เนื่องจากเยอรมนีในฐานะผู้ก่อสงคราม และมีฮิตเลอร์เป็นผู้นำ ฮิตเลอร์รังเกียจชาวยิว และกล่าวหาชาวยิวว่าเบียดเบียนชาวเยอรมันในการประกอบอาชีพ แต่ไอน์สไตน์ ก็ยังโชคดีเพราะว่าก่อนหน้านี้ ในปี ค.ศ.1933 ได้อพยพออกจากเยอรมนี เพราะในขณะนั้นฮิตเลอร์ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเยอรมนี และเริ่มขับไล่ชาวยิวออกจากเยอรมนีตั้งแต่ปี ค.ศ.1932 ไอน์สไตน์เห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนักจึงเดินทางออกมา แต่ยังมีชาวยิวกว่า 2,000,000 คน ที่ยังอยู่ในเยอรมนีและถูกสังหารไปกว่า 1,000,000 คน
       
สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามที่ยืดเยื้อนานกว่า 6 ปี โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศษ และรัสเซีย และฝ่ายอักษะ ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ต่อมาช่วงกลางปี ค.ศ.1945 เยอรมนี และอิตาลีได้ยอมแพ้สงครามเหลือเพียงแต่ญี่ปุ่นประเทศเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ยอมแพ้ ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตัดสินใจทิ้งลูกระเบิดปรมาณู เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม ระเบิดปรมาณูได้ทดลองสร้างขึ้นในระหว่างสงครามครั้งนี้ ซึ่งมีไอน์สไตน์เป็นผู้ริเริ่มและควบคุมการผลิต ลูกระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกได้ทำการทดลองทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมา ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1945 ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายกว่า 150,000 คน แต่ญี่ปุ่นยังไม่ประกาศยอมแพ้ ดังนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตัดสินใจทิ้งระเบิดอีก 1 ลูก ที่เมืองนางาซากิ (Nagasaki) ในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1945 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกกว่า 100,000 คน เช่นกัน ลูกระเบิด 2 ลูกนี้ ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามและปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 ลง
       
ไอน์สไตน์เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1955 หลังจากที่ไอน์สไตน์เสียชีวิตไปแล้วมีการสร้างอนุสาวรีย์รูปไอน์สไตน์ครึ่งตัวขึ้นภายในสถาบันฟิสิกส์ แห่งกรุงเบอร์ลิน เรียกว่า หอคอยไอน์สไตน์ เพื่อระลึกถึงความสามารถของเขา

6. ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin)



ชาร์ลส์ ดาวิน (Charles Robert Darwin) 
เกิด 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1809 ที่เมือง Shrubbery อังกฤษ
เสียชีวิต 19 เมษายน 1882 ที่เมือง Shrophire อังกฤษ
เป็นชาวอังกฤษ ธรรมชาติวิทยา ผู้ศึกษาเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติทุกอย่างที่อยู่ใกล้มนุษย์และเป็นผู้บุกเบิกในการเดินทางรอบโลกเพื่อสำรวจด้านนิเวศวิทยา ผู้พิสูจน์ว่ามนุษย์มาจากลิง ซึ่งเมื่อก่อนจะเชื่อกันว่าพระเจ้าสร้างโลกและเป็นผู้สร้างมนุษย์ด้วย แต่กลับมีฝรั่งอีกคนยืนยันว่า มนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากพืชและสัตว์จนกลายร่างมาเป็นมนุษย์ สัตว์ที่มีลักษณะใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุดคือ ลิง ลิงซิมแปนซีที่ไม่มีหาง แต่มีหน้าตาท่าทาง ความเป็นอยู่คล้ายมนุษย์ทุกอย่าง เช่น ดีใจ เสียใจ รักหรือโกรธ ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากการที่เขาได้เดินทางไปสำรวจมนุษย์และสัตว์มารอบโลกเป็นเวลากว่า 6 ปี
ดาวิน มีบิดาเป็นนายแพทย์ ชื่อว่า โรเบิร์ต วอริง ดาร์วิน เป็นผู้มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในอังกฤษ และพ่อของเขาก็อยากให้เขาเป็นแพทย์ด้วย เมื่ออายุได้ 16 ปีบิดาได้ส่งไปเรียนแพทย์ที่ เอดินเบิร์ก แต่เขากลับไม่ค่อยสนใจเรียนเอาแต่นั่งหลับอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าพูดถึงเรื่องธรรมชาติ เช่น เรื่องธรรมชาติของนก เขาจะใจจดจ่อตลอดเวลา เมื่อบิดาทราบว่าเขาไม่ค่อยอยากเรียนแพทย์ จึงได้ส่งเขาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดส์ เขาสำเร็จการศึกษาเมื่ออายุ 19 ปี ด้านธรรมชาติวิทยา ระหว่างที่เล่าเรียนอยู่นั่นเขาสนใจอ่านหนังสือเรื่องธรรมชาติวิทยาของชาวเยอรมัน จึงสนใจสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์ สัตว์และพืช รวมทั้งการเกิดและความเป็นมาอีกด้วย
หลังจากจบการศึกษาพอดีกับรัฐบาลได้ส่งคนออกสำรวจโลกด้านธรรมชาติวิทยา ชาร์ล ดาวิน ได้ร่วมออกเดินทางด้วยเป็นเวลากว่า 5 ปีเศษ เรือเดินทางไปอเมริกาใต้อ้อมแหลมออกมหาสมุทรแปซิฟิกไปสุมาตรา อ้อมแหลมกู๊ดโฮปกลับไปอังกฤษ ระหว่างการเดินทางเขาได้พบทั้งคน สัตว์ และพืชนานาชนิด เขาวาดภาพ และเก็บตัวอย่างกลับมาอังกฤษมากมาย จนเขาเชื่อโดยมีหลักฐานยืนยันว่าสัตว์และพืชมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกันและคนมีวิวัฒนาการมาจากลิง
ทำไมเขาถึงยืนยันเช่นนั้น
·         การแสดงความไม่พอใจหรือเมื่อสงสัยลิงจะแสดงกิริยาโดยยื่นปากหรือบุ้ยใบ้ริมฝีปาก
·         เมื่อดีใจจะแสดงอาการยิ้ม แสดงว่าพอใจและการยิ้มนี้มีมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้
·         ถ้ากังวลใจจะมีกิริยาแบบเดียวกับที่มนุษย์ทำอยู่
·         เมื่อโกรธจะแสดงท่าทางอย่างเดือดดาลที่สุดคล้ายจะกินเลือดกินเนื้อ
นอกจากนี้ท่าทางการเดิน ลักษณะ รูปร่างคล้ายคนมากที่สุด แต่คนได้วิวัฒนาการมาและมีความฉลาดมากว่าจึงรู้จักคิด และประดิษฐ์สิ่งของจึงเจริญกว่าลิงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อดาวินเสนอทฤษฎีนี้ออกมาคนทั่วไปกล่าวว่า ดาวินเป็นผู้ทำลาย และเป็นคนนอกศาสนา เป็นคนนอกคอก
ผลงานการค้นพบที่สำคัญ ของ ชาร์ลส์ ดาวิน (Charles Robert Darwin)
·         ผู้พิสูจน์ว่ามนุษย์มาจากลิง
·         งานเขียนหนังสือ The Original of Species
·         The Decent of Man
·         หนังสือการออกสำรวจทั่วโลกชื่อ A Naturalist’s Voyage Around World.ฯลฯ

·         ตั้งทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

7. โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison)




เกิด        วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1847 เมืองมิลาน (Milan) มลรัฐโอไฮโอ (Ohio) ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State
             of America)
เสียชีวิต วันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1931 ประเทศสหรัฐอเมริกา (United State of America)
ผลงาน   - ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า
             - เครื่องเล่นจานเสียง
             - กล้องถ่ายภาพยนตร์
             - เครื่องขยายเสียง
             - หีบเสียง
             - เครื่องบันทึกเสียง
        ถ้าจะพูดถึงนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่แล้ว คงจะไม่มีใครเหนือกว่าเอดิสัน เอดิสันประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่เป็น
ประโยชน์จำนวนมากกว่า 1,000 ชิ้น นอกจากนี้เขายังปรับปรุงเครื่องใช้ที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โทรศัพท์
เครื่องส่งโทรเลข เป็นต้น ผลงานการประดิษฐ์ของเขาเป็นสิ่งที่สร้างความสะดวกสบาย และเป็นประโยชน์อย่างมากให้กับ
สาธารณชน

         
เอดิสันเกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1847 ที่เมืองมิลาน มลรัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา บิดาของเขาชื่อว่า แซมมวล
เอดิสัน (Samuel Edison) ประกอบธุรกิจในประเทศแคนาดา และได้เข้าร่วมกับขบวนการต่อต้างรัฐบาล เมื่อฝ่ายต่อต้านพ่ายแพ้
เขาจึงต้องลี้ภัยการเมืองมาอยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ และทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้แปรรูปทุกชนิด เมื่อเอดิสันอายุได้ 7 ขวบ ครอบครัวเขาได้
อพยพไปอยู่ที่เมืองพอร์ตฮิวรอน (Port Huron) รัฐมิชิแกน (Michiganป เนื่องจากกิจการของครอบครัวประสบปัญหา และเขา
ได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนในเมืองพอร์ตฮิวรอนนั่นเอง แต่เขาไปโรงเรียนได้เพียง 3 เดือน เท่านั้นก็ไม่ยอมไปอีก ด้วยความ
ที่เขาเป็นเด็กซุกซนอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ทำให้ถูกครูตำหนิและลงโทษ เมื่อเขาออกจากโรงเรียนมารดาจึงรับหน้าที่เป็นครูสอน
หนังสือให้เขา เขาเรียนหนังสือยู่เพียง 2 ปี เท่านั้น ก็สามารถอ่านเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว


        สิ่งที่เอดิสันให้ความสนใจมากที่สุดก็คือ วิทยาศาสตร์ การทดลอง และการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ดังนั้นเขาจึงเริ่มหางานทำ
ตั้งแต่อายุได้ 12 ปี เพื่อหาเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อหนังสือเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการสร้างห้องทดลองวิทยาศาสตร์ อีกทั้ง
เขาไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือในโรงเรียน เอดิสันได้งานทำในบริษัทรถไฟแกรนทรังค์ (Grand Trank Train Company)
ในหน้าที่เด็กขายหนังสือพิมพ์ บนรถไฟสายพอร์ตฮิวรอน - ดีทรอยต์ (Port Huron - Detroit) เอดิสันได้ใช้ตู้รถไฟตู้หนึ่งเป็น
ที่พัก เก็บสารเคมี และหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งเขามักใช้เวลาว่างส่วนใหญ่อยู่ในห้องพักเพื่ออ่านหนังสือ และทำการทดลอง
วิทยาศาสตร์ เอดิสันได้ทำงานอยู่ระยะหนึ่งเขาก็สามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง เขานำเงินไปซื้อแท่นพิมพ์เล็ก ๆ เครื่องหนึ่ง เพื่อมา
พิมพ์หนังสือพิมพ์ของเขาเอง ซึ่งเขาเป็นเจ้าของบรรณาธิการ นักเขียน และพนักงานขายหนังสือพิมพ์ด้วย หนังสือพิมพ์ของ
เอดิสันมีชื่อว่า Grand Trank Herald ซึ่งขายดีมาก เอดิสันได้นำเงินกำไรส่วนหนึ่งซื้ออุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์ 
สารเคมี แร่ และหนังสือวิทยาศาสตร์ แต่วันหนึ่งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อรถไฟเกิดกระชากอย่างแรงทำให้แท่งฟอสฟอรัส
ตกกระแทกพื้น แล้วเกิดระเบิดอย่างแรง ทำให้ไฟไหม้ตู้รถไฟของเขา แต่โชคดีที่ดับไฟทันไม่ได้ลุกลามไปตู้อื่น แต่ถึงอย่างนั้นเขา
ก็ถูกไล่ออกจากงาน และทำให้หูของเขาต้องพิการ
         

ต่อมาในปี ค.ศ.1889 เขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือเกี่ยวกับการถ่ายภาพขึ้น โดยใช้หลักการเดียวกับเครื่องบันทึกเสียง ซึ่งต่อมา
ได้พัฒนามาเป็นการถ่ายภาพเคลื่อนไหว หรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ แต่ในขั้นแรกภาพที่ถ่ายยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ต่อมาในปี
ค.ศ.1912 เขาได้ปรับปรุงและทำให้ภาพเคลื่อนไหวได้ นอกจากกล้องถ่ายภาพยนตร์แล้วเขายังสร้างเครื่องฉายภาพยนตร์ ขึ้นด้วย
ต่อจากนั้นเอดิสันได้สร้างภาพยนตร์ที่พูดได้ครั้งแรกของโลกขึ้น โดยใช้เครื่องบันทึกเสียงเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการฉาย
ภาพยนตร์ เขาได้ว่าจ้างนักแสดงจากบรอดเวย์ (Broadway) มาแสดงในภาพยนตร์ของเขา ภาพยนตร์เครื่องแรกของเอดิสัน
ชื่อว่า Synchronized Movie

        
ผลงานของเอดิสันยังมีอีกหลายชิ้น ได้แก่ เครื่องเล่นจานเสียง เครื่องขยายเสียง (Amplifier) เครื่องอัดสำเนา (Duplicating
Machine)
และแบตเตอรี่ที่ทำจากนิกเกิลและเหล็ก เป็นต้น เอดิสันได้ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการประดิษฐ์คิดค้น เครื่องมือ
เครื่องใช้ต่าง ๆ อยู่เสมอ การที่เขาทำงานอย่างหนักและพักผ่อนเพียงวันละ 3-4 ชั่วโมง เท่านั้น ทำให้เอดิสันได้ล้มป่วยลงด้วยโรค
กระเพาะ เบาหวาน และปัสสาวะเป็นพิษแต่เมื่ออาการทุเลาลง แทนที่เขาจะหยุดพักผ่อนกลับไปทำงานอย่างหนักอีก ทำให้อาการ
ป่วยกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง และเป็นสาเหตุทำให้เขาเสียชีวิตในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1931 จากนั้นรัฐบาลได้สร้างหลอดไฟฟ้าที่ใหญ่
ที่สุดในโลก ไว้บนยอดเสาสูง 13 ฟุต 8 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลาง 9 ฟุต 2 นิ้ว หนัก 3 ตัน มีหลอดไฟบรรจุอยู่ภายในถึง 12 ดวง
ซึ่งมีกำลังไฟฟ้ารวมกันถึง 5,200 วัตต์ หลอดไฟฟ้าอันนี้สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1934 เพื่อระลึกถึงคุณประโยชน์ที่เขาได้สร้างเอาไว้

8.นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)


นิโคลา เทสลา เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1886 ในพื้นที่ที่เป็นประเทศโครเอเชีย (Croatia) ในปัจจุบัน มีพ่อแม่เป็นชาวเซิร์บ (Serbian) เทสลาเป็นเด็กฉลาด อยากรู้อยากเห็น แต่ก็ออกจะมีนิสัยแปลกๆอยู่สักหน่อย 

เขาสนใจในทุกสิ่งรอบตัว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เทสลาพยายามบิน โดยถือร่มคันหนึ่งไว้ในมือแล้วกระโดดลงมาจากหลังคาโรงนา และเขาประดิษฐ์มอเตอร์พลังแมลงโดยใช้แมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกการทดลองนี้ไป เมื่อมีเพื่อนกินแมลงบางส่วนเข้าไป นอกจากนี้ยังเคยพยายามสร้างกระแสไฟฟ้าโดยนำแมวสองตัวมาถูกัน การทดลองนี้ได้ผลลัพธ์เป็นแมวโมโหสองตัวและเทสลาที่โดนข่วนทั่วตัว

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1884 เทสลาเดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกา โทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) จ้างงานเขาให้มาดูแลงานวิศวกรรมไฟฟ้าเบื้องต้น จนสุดท้ายเทสลาได้ออกแบบเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจของเอดิสัน 

เอดิสันเสนอเงิน 50,000 ดอลลาร์ให้เทสลา หรือเทียบเท่าเงินประมาณ 1,100,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน เพื่อค้นคว้าพัฒนาเครื่องจักรนี้ หลังจากทำงานเสร็จสิ้น เทสลาได้ทวงถามค่าแรง แต่เอดิสันไม่ยอมจ่าย โดยอ้างว่าเขาไม่ได้พูดจริงและเทสลาเองที่ไม่เข้าใจอารมณ์ขันของชาวอเมริกัน 

สุดท้าย เทสลาก็ลาออกจากบริษัทของเอดิสัน และไปร่วมงานกับ จอร์จ เวสติงเฮาส์
 ในปี ค.ศ. 1888 เพื่อทำให้ระบบไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current) ของเขาเป็นไปในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ปัญหาอยู่ตรงที่ระบบไฟฟ้ากระแสสลับนี้จะต้องแข่งขันกับระบบไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current) ซึ่งเป็นระบบที่เอดิสันผูกขาดอยู่เพียงเจ้าเดียว นี่เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามระหว่างกระแสไฟฟ้าสองระบบ

เอดิสันเริ่มกระจายข่าวสาดโคลนไปที่เทสลาและกระแสไฟฟ้ากระแสสลับ และพยายามให้ผู้คนหวาดกลัวระบบนี้จนไม่กล้าใช้ เขาทั้งกระจายข้อมูลเท็จ วิ่งเต้นล๊อบบี้ต่อต้านการใช้ระบบกระแสสลับ และยังแสดงการช๊อตไฟฟ้าช้างละครสัตว์ต่อหน้าสาธารณะชนอีกด้วย 

พูดรวมๆแล้ว เอดิสันร้ายมาก เพราะระบบไฟฟ้ากระแสตรงก็มีข้อเสียมากมาย โดยเป็นต้นเหตุให้เด็กหลายคนต้องเสียชีวิตและทำให้เกิดอัคคีภัยกับที่พักอาศัยมากมาย นอกจากนี้ ระบบไฟฟ้ากระแสตรงสามารถส่งกระแสไฟฟ้าออกไปได้มากที่สุดเพียงสองไมล์เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าย่อยจำนวนมากเพื่อให้กระแสไฟฟ้ามีกำลังพอส่งไปตามระยะทางไกลๆได้ หากเรายังใช้ระบบนี้จนถึงปัจจุบัน ก็คงต้องสร้างโรงไฟฟ้าย่อยๆมากมายเพื่อให้ส่งกระแสไฟฟ้าไปได้ทั่วสหรัฐอเมริกา ส่วนระบบไฟฟ้ากระแสสลับของเทสลานั้นสามารถส่งกระแสไฟฟ้าออกไปได้เป็นร้อยๆไมล์ และแสงไฟจากไฟฟ้ากระแสสลับจะเป็นแสงสีขาวสว่าง ไม่เหมือนแสงสีเหลืองหม่นจากกระแสไฟฟ้ากระแสตรง 

ในที่สุด เอดิสันก็ต้องยอมจำนนต่อฝูงชน และยอมแพ้ให้กับระบบกระแสไฟฟ้ากระแสสลับ อิทธิพลของเทสลายังส่งผลไปในด้านอื่นๆนอกจากเรื่องกระแสไฟฟ้าด้วย เขาได้จดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ไว้กว่า 700 ฉบับ และเป็นต้นคิดให้หลากหลายความคิด อย่าง หุ่นยนต์ หัวเทียน เครื่องเอกซ์เรย์ กังหันไร้ใบ การสื่อสารแบบไร้สาย มอเตอร์ไฟฟ้า เทคโนโลยีเลเซอร์ ไฟนีออน อุปกรณ์ควบคุมระยะไกล การสื่อสารผ่านระบบเซลลูลาร์ วิทยุ อ่างอาบน้ำไฟฟ้าเพื่อฆ่าเชื้อโรค เรดาร์ และอื่นๆอีกมากมาย

เทสลาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวในห้องโรงแรมในเมือง นิวยอร์ก ซิตี้ เมื่อวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1943 ถึงแม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงและมีอิทธิพลต่อโลกของเรามาก เขากลับเสียชีวิตทั้งที่มีหนี้สินมากมายและอย่างโดดเดี่ยว เอดิสันเป็นที่รู้จักกันในนามนักประดิษฐ์แห่งศตวรรษ ส่วนเรื่องราวของเทสลากลับมีความยาวเพียงแค่หนึ่งย่อหน้าในหนังสือประวัติศาสตร์

9.กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi)



กูกิลโม มาร์โคนี นักประดิษฐ์ชาวอิตาลี ผู้ได้รับสิทธิบัตรในการค้นคว้าการส่งโทรเลขไร้สายเป็นคนแรกเมื่ออายุเพียง 22 ปี และเป็นเจ้าของรางวัลโนเลยสาขาฟิสิกส์ในปี 1909 และได้รับการยกย่องอย่างสูงจากทั่วโลกในสิ่งประดิษฐ์อันมีประโยชน์ของเขา
กูกิลโม มาร์โคนี เกิดเมื่อปี 1874 ที่โบโลนา ในประเทศอิตาลี มีบิดาเป็นชาวอิตาเลียนและมารดาเป็นชาวไอริช เขาได้รับแรงดลใจจากการค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคลาร์ค แม็กซ์เลล์ และการทดลองการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านเส้นลวดของไฮริช เฮิร์ท นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน
หลังจากการค้นพบของเฮิร์ทไม่นาน เด็กหนุ่มชาวอิตาลี ชื่อ กูกิลโม มาร์โคนี ซึ่งศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยโบโลนาในประเทศอิตาลีได้พบปะกับนักวิทยาศาสตร์ คนหนึ่งซึ่งเคยทำงานกับเฮิร์ทในประเทศเยอรมัน งานของเฮิร์ททำให้มาร์โคนีเกิดจินตนาการ เขาได้สร้างเครื่องรับส่งวิทยุอย่างง่าย ๆ ไว้ในห้อง 2 ห้องที่บ้านของบิดา และในไม่ช้าเขาก็สามารถส่งสัญญาณข้ามห้องจาก ห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้ เขาพบว่า ถ้าเขาสร้างเสาอากาศให้สูงขึ้น เขาจะสามารถส่งสัญญาณของเขาได้ไกลขึ้น ในปี ค.ศ. 1895 เมื่อเขาอายุได้ 21 ปี เขาส่งสัญญาณไปไกลถึง 1.5 กิโลเมตร เขาเห็นความสำคัญของการค้นพบนี้ การทดลองต่อต้องการทุนทรัพย์ แต่ไม่มีใครสนใจในเรื่องนี้นัก เมื่อเขาไม่ได้รับการสนับสนุนในอิตาลีจึงเดินทางไปลอนดอนในปี 1896 และการไปรษณีย์ของอังกฤษ ให้ความช่วยเหลือและด้วยการปรับปรุงวิธีการของ เฮิร์ทในหลาย ๆ ด้าน เขาเริ่มสามารถส่งสัญญาณไปไกล ๆ ขึ้นในปี ค.ศ.1899 เขาส่งสัญญาณจากสถานีหนึ่งบนฝั่งด้านใต้ไปยังสถานีในฝรั่งเศส ซึ่งไกลออกไป 50กิโลเมตร และที่ระยะ 120 กิโลเมตร ได้สำเร็จ 
เจ้าของเรือเริ่มติดตั้งเครื่องมาร์โคนี ในเรือเดินทะเลของเขา หลายคนรู้สึกประทับในเมื่อเรือที่กำลังเดินทางในกู๊ดวินแซนด์ในทะเลเหนือ ได้รับการเตือนให้ทราบถึงภัยอันตราย ด้วยคลื่นวิทยุจากมาร์โคนี ทำให้เรือกับลูกเรือทุกคนปลอดภัย
ในปี ค.ศ. 1901 มาร์โคนีส่งสัญญาณวิทยุได้ระยะทางไกลกว่า 2,700 กิโลเมตร จากคอร์นวอลถึงนิวฟาวน์แลนด์ ที่ทุกคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะแม็กซ์เวลได้แสดงให้เห็นว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางเป็นเส้นตรงเหมือนแสง แต่ระยะทางถึงนิวฟาวน์แลนด์ไม่ได้เป็นทางตรง เพราะโลกนี้โค้ง ทุกคนคิดว่าคลื่นวิทยุของเขาจะเดินเป็นเส้นตรงและหายไปในอากาศ แต่ปรากฏว่าคลื่นวิทยุที่ได้ที่นิวฟาวน์แลนด์นั้น ชัดเจนซึ่งแม้แต่ มาร์โคนี ก็ไม่ทราบเหตุผล ในปัจจุบันนี้เราทราบว่าสูงขึ้นไปจากระดับน้ำทะเลประมาณ 110 กิโลเมตร จะมีชั้นอนุภาคไฟฟ้า ซึ่งเรียกกันว่าไอโอโนสเฟียร์ และชั้นนี้จะเป็นตัวสะท้อนคลื่นวิทยุกลับมายังโลกเมื่อคลื่นไปกระทบถูกชั้นบรรยากาศ 20,000 เมตร ถ้าส่งข่าวสารออกด้วยความยาวคลื่นหนึ่ง หรือความถี่หนึ่งเครื่องรับจะต้องปรับให้ตรงกับความยาวคลื่นนั้น โดยเฉพาะจะได้ไม่ยุ่งกับสัญญาณที่ส่งมาด้วยความยาวอื่น เครื่องวิทยุของเราจึงมีหน้าปัดที่มีตัวเลข หรือเครื่องหมายบอกความยาวของคลื่น เพื่อให้เราสามารถเลือกโปรแกรมที่เราต้องการฟังได้วิทยุคลื่นสั้น (ความถี่สูง)เป็นสิ่งที่เหมาะกับรายการที่ถูกส่งมาจากระยะไกล ๆ หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มาร์โคนีทำการทดลองส่วนใหญ่เกี่ยวกับสัญญาณคลื่นสั้น

ในระยะเวลาอันสั้นที่มาร์โคนีมีชีวิตอยู่ วิทยุได้พัฒนามาจากการค้นพบของเฮิร์ทจนมีรายการทั้งการพูดดนตรีถูกส่งไปทั่วโลก เมื่อเขาถึงแก่กรรมในโรม เมื่อปี 1937 ได้มีการจัดงานกันอย่างเป็นทางการและศพเขาได้ฝังในบ้านเกิดของเขาที่โบโลนา ประเทศอิตาลี












10.อริสโตเติล (Aristotle)

ยอดนักคิดจากโลกโบราณ
ผู้นำสมองของโลกยุคก่อนคริสต์ศักราชส่งความคิดเนิ่นนานถึงพันปี
อริสโตเติล คือ ผู้คิดค้นทฤษีมากมาย และมีหลายทฤษีที่เปล่ยนมุมมองของความเชื่อดังเดิมจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว อาทิเช่น การเสนอทฤษีว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล (Geocentrism) กล่าวคือ โลกเป็นจุดศูนย์กลางของเอกภพ มีดาวเคราะห์ ดวงอาทิตย์โคจรอยู่รอบโลก เป็นต้น
นอกจากนี้ อริสโตเติลยังมีบทบาทที่โดดเด่น คือ การเป็น บิดาแห่งสัตววิทยา
อริสโตเติลเกิดที่สตายิรา (Stagira) ในแคว้นมาซิโดเนีย (Macedonia) ประเทศกรีซเมื่อ 384 ปี ก่อนคริสตกาล บิดาเป็นแพทย์ประจำราชสำนักพระเจ้าอามินทาสที่ 2 (King Amintas II) เนื่องจากเป็นบิดาเป็นแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ทำให้อริสโตเติลในวัยเยาว์ได้ร่ำเรียนสรีรศาสตร์และสัตวศาสตร์จากบิดา เมื่ออายุ 18 ปี เขาไปศึกษาอยู่กับเพลโต (Plato)ที่กรุงเอเธนส์ (Athens) กระทั่งอายุ 38 ปี อาจารย์ได้ถึงแก่กรรมอริสโตเติลคิดว่า จะได้รับตำแหน่งหน้าที่การสอนแทน แต่ตรงกันข้าม กลับเป็นเซโนกราติส (Zenocrates) ที่ได้รับต่อมาเป็นเวลา 25 ปี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อริสโตเติลน้อยใจกลับไปยังแคว้นมาซิโดเนียบ้านเกิดแล้วตั้งตนเป็นอาจารย์สอนหนังสือเพื่อเผยแพร่ทฤษฎีของตน
จนกระทั่งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) พระโอรสของพระเข้าฟิลิปส์ที่ 2 (King Philip II)เสด็จขึ้นครองราชย์ในมาซิโดเนีย อริสโตเติลก็กลับมายังกรุงเอเธนส์อีกครั้ง และยกบ้านของตนให้เป็นโรงเรียนเรียกว่า ไลเซียม (Lyceum) อริสโตเติลจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาปรัชญาซึ่งมีการแลกเปลี่ยนทรรศนะระหว่างลูกศิษยืกับอาจารย์ขึ้น
ความสามารถอันเอกอุของอริสโตเติลนั้นเห็นจะเป็นตำราที่บันทึกเรื่องราวจากการศึกษาและสังเกตความเป็นไปของสัตว์ต่างๆที่เกาะแห่งหนึ่งเป็นเวลามากกว่าสองปี และรวบรวมเป็นหนังสือได้กว่า 20 เล่ม เป็นบันทึกรายละเอียดชีวิตสัตว์กว่า 540 ชนิดทำให้เขาได้รับฉายา บิดาแห่งสัตววิทยาหนังสือของเขาที่แปลเป็นภาษาละตินมีสี่เรื่อง กล่าวคือ สิ่งมีชีวิตทั่วไป (De anima) ประวัติความเป็นมาของสัตว์ (De Historia animalium) วงจรชีวิตสัตว์ (De generation snimslium) และอวัยวัต่างๆของสัตว์ (De Partibus animalium)
อริสโตเติลเป็นผู้ริเริ่มจำแนกสรรพสัตว์ออกป็นหมวดหมู่ และแบ่งสัตว์ออกเป็นสองพวก คือ สัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) ซึ่งมีเลือดสีแดง เช่น คนวาฬ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน กับสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง (Lnvertebrates) มีทั้งพวกที่มีเลือดที่มีสีแดงและไม่มีสีแดง
นอกจากนี้ อริสโตเติลยังได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปราชญ์ชั้นเยี่ยมในสาขาวิชาที่กล่าวถึงความรู้ของความจริงที่สุดแห่งสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ทั่วจักรวาล มี  5 วิชา ได้แก่ ศาสนา รัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วรรณกรรม และศิลปกรรม ไม่ว่าจะจับวิชาไหน อริสโตเติลต้องเป็นเจ้าของไปทั้งหมด ทั้ฝเป็นผู้วางกฏต่างๆมากมาย คนที่ได้รับการศึกษาจากบุคคลผู้นี้จะเปี่ยมด้วยศรัทธา และผู้คนจะฟังคำพูดของเขาราวกับเขาเป็นพระเจ้าตรัส
ในด้านดาราศาสตร์ อริสโตเติลได้แนวความคิดจากเพลโต ผู้เป็นอาจารย์ ส่วนเพลโตเองเป็นศิษย์ของโสเครติส (Socrates) ซึงทั้งสามท่านถือว่า เป็นเจ้าปรัชญาในกรีก อริสโตเติลเขียนตำราไว้มากมาย เขาพยายามสร้างตำราที่รวบรวมสรรพวิทยาการซึ่งเรียกกันในปัจจุบันว่า สารานุกรมนั่นเอง ตำราเล่มสำคัญคือ ตรรกวิทยา จรรยาการเมือง ธรรมชาติวิทยา และเรื่องวิญญาณ อริสโตเติลยืนยันว่า ธาตุต้องมีอยู่เสมอ และความคิดที่จะละเลยหรือละทิ้งการมีอยู่จริงของธาตุเป็นความคิดที่ผิด
อริสโตเติลยอมรับว่ามีธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ ก่อนจะเสนอธาตุอีเธอร์ เป็นส่วนประกอบของท้องฟ้า ที่เขากล่าวเช่นนี้ก็เพราะเชื่อคำพูดของปิทาโกรัส (Pythagoras) ที่ว่าสิ่งที่อยู่บนพื้นดินเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ท้องฟ้าและจักรวาลไม่เปลี่ยนแปลง ธาตุทั้งห้าพยายามจะกลับไปอยู่ที่เดิมของมัน เช่น ไฟก็ต้องอยู่บนท้องฟ้า มันจึงพยายามลุกลามสูงขึ้นเสมอส่วนธาตุดินอยู่ด้านล่าง จึงเอาแต่หล่นสู่พื้นดินอยู่ร่ำไป ยิ่งใหญ่หรือยิ่งหนักมากเท่าใดก็ยิ่งตกเร็วเท่านั้น
อริสโตเติลได้คิดทฤษฎีว่า ถ้าลูกกลมสองลูกประกอบกันขึ้นด้วยวัตถุชาติอย่างเดียวกัน แม้ลูกหนึ่งใหญ่และอีกลูกหนึ่งเล็ก ถ้าหากทิ้งลงสู่พื้นดินพร้อมกัน ลูกใหญ่จะถึงก่อนเสมอ และถ้าใหญ่ถึงสิบเท่าก็จะลงพื้นไว้สิบเท่าเช่นกัน
ต่อมากาลิเลโอนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังได้หักล้างทฤษีของอริสโตเติล และพิสูจน์ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะลูกใหญ่กับลูกเล็กถึงพร้อมกันเสมอ นี่ไม่ใช่ทฤษีเดียวเท่านั้นยังมีอีกหลายทฤษฎีเช่นกัน
กระนั้นก็ดี ใครที่มีแนวคิดหักล้างความคิดของอริสโตเติลนั้น ผลที่ได้ คือการถูกทำร้ายทั้งที่กาลเวลาผ่านไปนานหลายศตวรรษ เช่น ฮรูโน(Bruno)ซึ่งอ้างว่ากฏของอริสโตเติลผิด เป็นเหตุให้ตัวเขาถูกประหารชีวิต กาลิเลโอก็เช่นกันที่เกือบจะโดนเผาทั้งเป็น
อย่างไรก็ตามความเลื่อมใสของอริสโตเติลนั้นค่อยๆหมดไปตามกาลเวลา พร้อมกับการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชบวกกับการที่อริสโตเติลบวกความอิจฉาริษยาและถูกใส่ร้ายป้ายสีไม่ไหว ทำให้เขาถูกเนรเทศตัวเองไปอยู่ในเขตเมืองกาลาส (Chalas) และถึงแก่กรรมเมื่อ 322 ปีก่อนคริสต์ศักราชรวมอายุได้ 62 ปี


อ้างอิง

ที่มา
(17/06/14 ) http://truepanya.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=13&id=20568

(17/06/14 )http://hilight.kapook.com/view/72163

(17/06/14 ) http://siweb.dss.go.th/Scientist/scientist/Louis%20Pasteur.html

(17/06/14 )http://guru.sanook.com/4978/

(17/06/14 )http://scimans.blogspot.com/2010/10/marie-curie.html 

(17/06/14 )http://siweb.dss.go.th/Scientist/scientist/Albert%20Einstein.html 

(17/06/14 )http://jorgemorales1.wordpress.com/2011/12/13/

(22/0614 )http://pilok4u.com/history/2011/05/

(22/06/14 )http://offhazaa.blogspot.com/p/blog-page_1689.html